ประวัติประเพณีออกหว่า
กำหนดการจัดงาน
แผนผังการจัดงาน
กิจกรรมในงาน
ลานวัฒนธรรม
องค์ประกอบของประเพณี
ตุงจ่อง
ต่อมก๊อม
สวยดอก
ต้นกล้วย
ต้นอ้อย
ไม้เกี๊ยะ
โคมไฟ
ต้นผึ้ง
หมากเบ็ง
ต้นเงิน
ธูปเทียน
ราชวัตร
ซุ้มราชวัตร
การตักบาตร
ศิลปวัฒนธรรม
รำนก(กินนรี)
รำกิ่งกะหล่า
 

1.ราชวัตร

ราชวัตร คือ สิ่งที่ทำจากไม้ไผ่ สานขัดแตะ ขนาดสูง ประมาณ 1 เมตร ยาวประมาณ 1.5 เมตร ใช้สำหรับกั้นหรือทำเป็นแนวรั้วนิยมตกแต่งด้วยกระดาษว่าว ตัดลวดลายติดกระดาษสองชั้น ในอำเภอแม่สะเรียง นิยมใช้ในการจัดทำซุ้มราชวัตร และใช้ประดับประดาหน้าบ้านเรือน เพื่อเป็นการกั้นแนวเขตสำหรับ ประกอบพิธีกรรมใส่บาตร ราชวัตร จะตกแต่งไปด้วยต้นกล้วย ต้นอ้อย ประทีป โคม ต่างๆ สวยงาม

 
รูป ราชวัตร และ ซุ้มราชวัตร
 
 

2. ต้นกล้วย ต้นอ้อย

ต้นกล้วย ต้นอ้อย ถือเป็นองค์ประกอบสำคัญอย่างหนึ่งในเพณีออกหว่า ใช้สำหรับประดับประดาซุ้มราชวัติ ซึ่งตามวัฒนธรรมของไทย เชื่อว่า ต้นกล้วย และต้นอ้อย ซึ่งอยู่คู่คนไทยมานาน สำหรับหญิงแม่ลูกอ่อนถ้ารับประทานแกงหัวปลี จะมีน้ำนมมาก ถ้าคิดตามหลักวิทยาศาสตร์แล้ว หัวปลีเป็นพืชที่มีธาตุเหล็กสูง บำรุงเลือดดี จึงทำให้มีน้ำนมมากนั้นเอง ในงานมงคลมักมีกล้วยเข้ามาร่วมเกี่ยวในพิธีด้วย เช่น กล้วยทั้งเครือ กล้วยดิบ เป็นต้น ซึ่งหมายถึง ความอุดมสมบูรณ์ มีลูกเต็มบ้านมีหลานเต็มเมือง และความสงบร่มเย็น ขนมกล้วยเป็นขนมที่พบได้ประจำในพิธีหมั้นพิธีแต่งงานของชาวไทยสมัยก่อนเพราะกล้วยหมายถึงความเจริญงอกงาม ได้ผลดกดื่นเหมือนกล้วย ในพิธีทางศาสนา เช่น การเทศน์มหาชาติ และการทอดกฐิน มักใช้ต้นกล้วยประดับธรรมาสน์ และองค์กฐิน ในพิธีตั้งขันข้าว หรือค่าบูชาครูหมอตำแย สำหรับผู้หญิงที่ตั้งครรภ์ และไปขอให้หมอตำแยทำคลอดให้ จะต้องใช้กล้วย 1 หวี พร้อมทั้งข้าวสาร หมากพลู ธูปเทียนสำหรับการทำพิธีบูชาครูก่อนคลอด และเมื่อคลอดแล้วจะต้องอยู่ไฟ ก็ยังใช้ต้นกล้วยทำเป็นท่อนล้อมเตาไฟ ป้องกันการลามของไฟ  ในพิธีทำขวัญเด็ก เมื่อเด็กอายุได้ 1 เดือน กับ 1 วัน มีการทำขวัญเด็กและโกนผมไฟ จะมีกล้วย 1 หวี เป็นส่วนประกอบในพิธีด้วย  ในพิธีแต่งงาน มักมีต้นกล้วยและต้นอ้อยในขบวนขันหมาก พร้อมทั้งมีขนมกล้วย และกล้วยทั้งหวี เป็นการเซ่นไหว้เทวดาและบรรพบุรุษ  ในการปลูกบ้าน เมื่อมีพิธีทำขวัญยกเสาเอก จะใช้หน่อกล้วยผูกมัดไว้ที่ปลายเสาร่วมกับต้นอ้อย และเมื่อเสร็จพิธีก็จะมีการลาต้นกล้วยและต้นอ้อยนั้น นำมาปลูกไว้ในบริเวณบ้าน จากนั้นประมาณ 1 ปี หรือเมื่อปลูกบ้านเสร็จแล้วพร้อมอยู่อาศัย ก็มีกล้วยไว้กินพอดี  สำหรับต้นอ้อยในพิธีแต่งงานเชื่อว่า ต้นอ้อยเติบโต หอมหวาน เชื่อกันว่าความรักของหนุ่มสาวคู่นี้จะเป็นไปอย่างราบรื่น มีลูกเต็มบ้านมีหลานเต็มเมือง ความรักจะสดชื่อ หอมหวานอยู่มิรู้คลาย ฐานะความเป็นอยู่ทางเศรษฐกิจ ก็สมบูรณ์พูนสุข

 

3. ตูงจ่อง

ชาวล้านนาให้ความสำคัญกับตุงไม่ว่าจะเป็นพิธีกรรมใด ๆ ตุงถือเป็นสัญลักษณ์ของชาวพุทธศาสนิกชน ตุงเป็นความหมายของธงแขวน ทำด้วยผ้า ไม้ โลหะ และกระดาษ ตุงที่ใช้ในประเพณีออกหว่า คือ ตุงจ่อง โดยมีการตัดกระดาษ เรียกว่า ดอกเลปวา (ภาษาไทยใหญ่) หรือถ้าเป็นคนเมืองเรียก “ตุงไส้หมู” ในความเชื่อของชาวล้านนา ตุง เป็นสัญลักษณ์ของความดี ความเป็นสิริมงคล มีลักษณะเป็นผืนยาวผูกติดกับปลายไม้ หรือเสา เพื่อเป็นสื่อนำวิญญาณของผู้ที่ถวายทานตุงให้ขึ้นไปสู่สวรรค์  ความเชื่อว่าวิญญาณผู้ตายนี้ สามารถยึดหรือปีนป่ายชายตุงจากนรกขึ้น สู่สวรรค์  ดังเรื่องราวที่ว่า กาลครั้งหนึ่งมีนายพรานซึ่งเข้าป่าล่าสัตว์นานนับสิบ ๆ ปีผ่านไปที่วัดเห็นตุงที่แขวนอยู่โบกสะบัดสวยงามมากเมื่อกลับมาถึงบ้านจึงได้ทำตุงขึ้นเพื่อที่จะไปถวายบูชาพระประทาน ครั้งเมื่อเขาตายไปถูกตัดสินส่งลงนรกเนื่องจากไม่เคยทำความดีเลยมีแต่ฆ่าสัตว์ ยกเว้นเสียแต่ทำตุงถวายวัดเท่านั้น เมื่อถูกตัดสินให้ตกนรก ตุงผืนที่เขาทำนั้นได้มาพันดึงเขาให้พ้นจากนรกนำขึ้นสู่สวรรค์ได้ ชาวเหนือจึงเชื่อว่า การถวายหรือทานตุงนั้นมีอานิสงส์หรือได้บุญอย่างมาก
ตุงจ่อง หรือ ตุงไส้หมู ตามภาษาท้องถิ่น เป็นองค์ประกอบสำคัญของประเพณีออกหว่า ตามความเชื่อของคนที่ว่าการถวายตุงจะได้ขึ้นสวรรค์ นอกจากนี้การประดับตุงบริเวณซุ้มราชวัติจะทำให้เกิดความสวยงาม เพราะตุงจ่องมีลักษณะเหมือนดอกเลปวา  ตุงจ่อง มีวิธีการทำตามภูมิปัญญาท้องถิ่น ตุงจ่อง ทำมาจากกระดาษสา สองแผ่น ประกอบกัน พับเป็นรูปสามเหลี่ยม เหมือนพับกับการพับเครื่องบิน จากนั้น ตัดชายที่เหลือออก(ชายที่เหลือนั้น สามารถนำไปตัดเป็นลายสำหรับตกแต่งราชวัติได้ ) เมื่อตัดแล้วก็พับสามเหลี่ยมอีกรอบหนึ่ง แล้วตัดลวดลาย ลวดลายที่ตัดก็จะมีลายกระหนก ซึ่งใช้ตัดตรงชายของตุงจ่อง และในส่วนของตัวตุง จะตัดสลับซ้ายขวา ของรูปสามแหลี่ยม แต่ไม่ให้ขาด หลังจากนั้น ก็คลี่ออก และใช้มือจับตรงมุมสามเหลี่ยมที่แหลมที่สุด  แล้วพลิกกระดาษ กลับอีกด้านหนึ่ง จะได้ตุงจอง หรือ ตุงไส้หมู ที่สวยงาม สีสันขึ้นอยู่กับการเลือกกระดาษ ซึ่งต้องวางกระดาษซ้อนกันสองแผ่นนิยมใช้สีสันที่ตัดกันเพื่อความสวยงาม

 

4  โคม (โกม)  มีคำกล่าวที่ว่า โกมล้านนา ผญา (ปัญญา) แห่งแสงไฟ ซึ่งถือเป็นการแสดงภูมิปัญญาการสร้างโกม ด้วยรูปแบบต่าง ๆ ทั้งโคม 16 โคม 18 โคม ตามลักษณะรูปทรงของโคม
โกม หมายถึง ตะเกียง หรือสิ่งประดิษฐ์สำหรับจุดไฟให้แสงสว่าง ซึ่งชาวล้านนาโบราณจะมีโคมใช้ไม่แพร่หลาย คงจะมีแต่ในราชสำนัก ในวัด และในบ้านของผู้มีอันจะกินเท่านั้น เพราะน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นสิ่งที่หายาก
“เมื่อก่อนชาวนาไปก๋างต้ง (กลางทุ่งนา) ลมพัดไฟมันก็ดับ เลยเอาก๋วย (ตะกร้า) ตาห่างเข้าควบ” แสงไฟก็ไม่ดับ ไม่ว่าลมจะพัดแรงแค่ไหน ต่อมาจึงเอากระดาษหุ้มก๋วยต๋าห่าง (ตะกร้าสาน) จึงกลายเป็นโกม เมื่อทางวัดมีงานประเพณี ชาวบ้านก็มักจะนำโคมถวายเพื่อบูชาพระรัตนตรัย เมื่อทำกันทุกปีก็เริ่มแข่งกันประดิษฐ์ในรูปแบบแตกต่างกันไป แล้วแต่วาระโอกาส คนโบราณ นิยมเอาโกมไว้บนชายคาบ้าน เพื่อบูชาเทวาอารักษ์ จะได้ปกปักรักษาหอเรือน บ้านช่อง ให้อยู่ดีมีสุข พ้นจากเพศภัย
ชาวล้านนาประดิษฐ์โกม เพราะเชื่อว่าการทำโกมจุดประทีป เพื่อเป็นพุทธบูชา หากเกิดมาชาตหน้า จะได้กเกิดในตระกูลเศรษฐี มีรูปโฉมพรรณวรรณอันสวยงาม บริบูรณ์ไปด้วยทรัพย์สินเนทอง ซึ่งเป็นเรื่องราวของความเชื่อ เพื่อความสวยงาม เพื่อให้แสงสว่าง และเป็นศิระมงคลแก่เจ้าของบ้าน (กัณฑนา แก้วศรี ,2551)

รูป โคม 16 เหลี่ยม และโคมหูกระต่าย
 
 

5 เกี๊ยะ และต้นเกี๊ยะ
ไม้สนภูเขา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่อำเภอแม่สะเรียง เมื่อเข้ามาสู่แม่สะเรียง ต้นไม้ที่เป็นตัวบ่งชี้คือต้นสน วิถีชีวิตคนบนพื้นที่สูงจึงมีความเกี่ยวเนื่องกับไม้ชนิดนี้ในการใช้เป็นเชื้อเพลิงเพื่อประกอบอาหาร ให้แสงสว่าง และสร้างรายได้ จากการเก็บไม้สนทำเกี๊ยะขาย
เกี๊ยะในประเพณีออกหว่า ใช้ต้นสนฝ่าเป็นซี่ๆ มัดรวมกันเป็นแท่งยาว ขนาดประมาณ 1 เมตร ใช้จุดให้แสงสว่างในช่วงประเพณีออกว่า  เนื่องจากสมัยก่อนนั้นไม่มีไฟฟ้า ในห้วงประเพณีออกหว่า ประชาชนจะจุดเกี๊ยะเพื่อเป็นแสงสว่างตามถนน และบริเวณหน้าบ้านของตนเองที่ประดับประดาราชวัติ ประทีบโคมไฟ เพื่อรอรับการบิณฑบาต ในช่วงเช้ามืด
นอกจากนี้ ในห้วงประเพณีออกหว่า ในวันแรม 1 ค่ำเป็นต้นไป จนถึงวัน แรม 15 ค่ำ วันไหนก็ได้ จะมีพิธีการแห่งเทียนเหง ในอำเภอแม่สะเรียงจะจัดในวันแรม 1 ค่ำ ในขบวนแห่เทียนเหงก็จะมีการแห่ต้นเกี๊ยะเพื่อนำไปถวายที่วัด จุดเป็นพุทธบูชา ซึ่งต้นเกี๊ยะที่นำมาแห่นี้เกิดจากการนำต้นเกี๊ยะเล็ก ๆ หลาย ๆ แท่ง มาประกอบกันมัดเป็นต้นเกี๊ยะขนาดใหญ่ ตกแต่งประดับประดาด้วยกระดาษเงินกระดาษทองหรือแต่งลวดลายต่าง ๆ เพื่อความสวยงาม แห่ไปตามท้องถนนในวันแห่เทียนเหงเพื่อนำไปถวายที่วัดและจุดเป็นพุทธบูชาในวันดังกล่าว

รูป เกี๊ยะ
 

6 ต่อมก๊อม สวยดอก ควักข้าวพระเจ้า
ศิลปะและภูมิปัญญาการประดิษฐ์ใบตองที่สืบทอดกันมาจากบรรพบุรุษ มายังลูกหลาน แม้จะมีความเปลี่ยนแปลงไปบ้างแต่การใช้วัสดุจากธรรมชาติซึ่งบ่งบอกถึงการอยู่ร่วมกันของคนกับธรรมชาติยังคงอยู่จากใบตองสู่การเป็นรูปทรงและการเรียกขานที่แตกต่างกัน รวมทั้งประโยชน์ของแต่ละรูปทรงที่ใช้ในการใส่เครื่องแต่งดาประกอบพิธี จึงเรียกชื่อต่าง ๆ กันไป
ต่อมก๊อม เป็นพุ่มดอกไม้สดที่ใช้ใบตองเย็บเป็นฐาน เพื่อบูชาพระประกอบด้วย กิจกรรมทางศาสนา เช่น งานบวช งานแห่เทียนเหง
สวยดอก ที่ไม่เหมือนล้านนาฝั่งตะวันออกเพราะมีขนาดเล็กกว่า และใส่เพียงดอกไม้ จำนวน 1,000 สวย (กรวย) โดยมีลักษณะการประดิษฐ์ต่าง ๆ กัน
ควักข้าวพระเจ้า การประดิษฐ์ใบตองเป็นรูปกระทงเพื่อใส่ข้าวถวายพระพุทธรูป ซึ่งถือว่าเป็นสัญลักษณ์แทนการถวายข้าวพระพุทธเจ้า งานตานข้าวพระเจ้าหลวง (ถวายข้าวมธุปายาส)

รูป ต่อมก๊อม สวยดอก
 
 
 
7 ต้นผึ้ง
เป็นการนำขี้ผึ้งผ่านวิธีการประดิษฐ์ให้เป็นรูปดอกไม้ ติดบนต้นกล้วยเล็ก ๆ ประดับตกแต่ง เพื่อให้ขี้ผึ้งได้มีการนำไปใช้ต่อในกิจของวัด การทำต้นผึ้งเป็นการถวายเพื่อให้พระสงฆ์นำไปทำเป็นเทียน โดยนำขี้ผึ้งที่มาสลักเป็นออกหรือเข้าแบบโดยใช้ก้นมะละกอดิบที่ปอกเปลือกแล้ว จุ่มลงในน้ำเย็น ต่อจากนั้นจุ่มลงในขี้ผึ้งที่นำมาละลายด้วยความร้อน และนำไปจุ่มน้ำเย็นอีกรอบหนึ่ง ขี้ผึ้งที่เย็นแล้วและเป็นรูปร่างตามพิมพ์ก็จะหลุดออกมา เรียกว่า ดอกผึ้ง ก็จะถูกนำไปประดับต้นกล้วยที่จัดแต่งรอดอกผึ้งให้กลายเป็นต้นผึ้ง ต้นไม้ที่สวยงามและทรงคุณค่าทางภูมิปัญญา
สมัยก่อนต้นผึ้งจะทำจากเทียนอย่างเดียว ถือเป็นของสูงเป็นที่เคารพบูชา แต่ก่อนนี้ขี้ผึ้งจะมีแม่ผึ้งมาติดตามต้นไม้ในป่า เวลาแม่ผึ้งมาติดจะมีน้ำผึ้ง จะพาเกสรดอกไม้มา มาทำน้ำเลี้ยงลูก ทำเป็นรังและออกไข่ โดยมีน้ำผึ้งไปติดกิ่งไม้ หลังจากนั้นผึ้งก็จะเกิดลูกพากันมากินน้ำผึ้ง ถ้าลูกแก่หมดก็จะไปทิ้งแต่รังไว้ ชาวบ้านก็ไปเอาผึ้งป่า มาเคี่ยว เอามาตั้งน้ำต้ม จะมีผ้าคุลมปากหม้อไว้ตลอดแล้วเทใส่ผ้า น้ำจะลอดลงมา แล้วเอากระบวยไปแตะ น้ำผึ้งก็จะติดแล้วใช้มือหยิบออกมา ถ้าเป็นขี้ผึ้งแล้ว เอามาฝานให้บาง ตากแดด ให้อ่อนแล้วจึงนำสีเทียนได้ จุดเป็นไฟลุก กว่าจะได้เทียนมา เป็นการแลกด้วยเวลา และความยากลำบาก แต่มีจุดมุ่งหมายเพื่อการบูชาด้วยแรงศรัทธา (กันทนา แก้วศรี, 2551)
รูป ต้นผึ้ง
 

8 ต้นเงิน
ต้นเงิน การสร้างกุศโลบายการถวายปัจจัยโดยการนำเงินปัจจัยที่มีผู้มีจิตศรัทธามาจัดทำเป็นดอกไม้ วางตกแต่งบนภาชนะ เชื่อกันว่า สมัยก่อนนั้นภาชนะที่ใช้เป็นน้ำต้น (คนโท) เมื่อกิจกรรมเสร็จสิ้น น้ำต้นจะถูกใช้เพื่อใส่น้ำให้คนที่มาทำบุญในวัดได้ดื่ม
การทำต้นเงินเป็นศิลปะการพับธนบัตรที่ได้จากากรบริจาคของผู้มีจิตศรัทธานำมาประดิษฐ์ ประดอยพับเป็นดอกไม้ เพื่อนำไปตกแต่งในน้ำต้น (แต่เดิมจะใช้ถวายน้ำต้นแก่วัด จากนั้นวัดจะนำน้ำต้นในการใส่น้ำให้คณะศรัทธาที่ไปประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ ในวัดต่อไป) ธนบัตรและเงินทุกบาทที่ผู้มีจิตศรัทธานำมาบริจาคจะถูกนำมาตกแต่งเป็นต้นเงินต่อไป

รูป ต้นเงิน
 

9 หมากเบง
คำว่า เบง หมายถึง การผูกติดตรึง โยงไว้กับโครงไม้หรือโครงเหล็กที่ทำเป็นพุ่มลักษณะการผูกโยงตรึง) ใช้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา และวิถีชีวิตเกี่ยวกับความเป็นอยู่ของชาวบ้าน มีการทำมาตั้งแต่สมัยโบราณแล้ว ให้สำหรับคารวะ หมากเบงของชาวแม่สะเรียง ทำได้ทั้งหมากสดและหมากแห้ง หากเป็นหมากสดจะต้องเลือกขนาดที่ใกล้เคียงกัน หากเป็นหมากแห้งต้องแช่น้ำก่อน ซึ่งตามปกติจะใช้ จำนวน 25 ลูก แต่ในปัจจุบันใช้ไม่จำกัดแต่ดูความเหมาะสมและสวยงาม (หมากเบง บางแห่งใช้ 24 ลูก เป็นเครื่องหมายแห่งปัจจัย 24 ที่ปรากฏในอภิธรรม 7 คัมภีร์ เรียกว่า มหาปัฎฐาน คือ เหตุปัจจโย มีเหตุเป็นปัจจัย อารัมมณปัจจโย อารมณ์เป็นปัจจัย เป็นต้น ที่นำสิ่งเหล่านี้มาไวในเครื่องสักการะ เพื่อแสดงความจริงที่ปรากฏในรูปสภาวธรรม

รูป หมากเบ็ง