ประวัติประเพณีออกหว่า
กำหนดการจัดงาน
แผนผังการจัดงาน
กิจกรรมในงาน
ลานวัฒนธรรม
องค์ประกอบของประเพณี
ตุงจ่อง
ต่อมก๊อม
สวยดอก
ต้นกล้วย
ต้นอ้อย
ไม้เกี๊ยะ
โคมไฟ
ต้นผึ้ง
หมากเบ็ง
ต้นเงิน
ธูปเทียน
ราชวัตร
ซุ้มราชวัตร
การตักบาตร
ศิลปวัฒนธรรม
รำนก(กินนรี)
รำกิ่งกะหล่า
 
  ประวัติประเพณีออกหว่า    
       
  อ้างอิง งานวิจัย ประเพณีออกหว่า มหาวิทยาลัยขอนแก่น โดย นายกฤตธกร วิวันน์นา ผู้จัดทำเว็บไชต์    
      ออกพรรษา ตรงกับวัน ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑
 

ประเพณีออกหว่า คือประเพณีออกพรรษาของไทย ตามความเชื่อทางพระพุทธศาสนา จุดเริ่มต้นของประเพณีออกหว่าในอำเภอแม่สะเรียงดำเนินมาเมื่อไรไม่ได้ปรากฏหลักฐานที่ชัดเจน เพียงแต่ได้รับการสืบทอดมานานตามคำบอกเล่าของผู้ให้ข้อมูลที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปทราบว่ามีมาตั้งแต่สมัยก่อตั้งบ้านตั้งเมืองมามากกว่า 400 ปีและสืบทอดกันมาจนถึงปัจจุบันนี้ ดังคำบอกเล่าที่ว่า “สำหรับประเพณีนี้ จะเริ่มเมื่อใดนี่ยังไม่มีหลักฐานปรากฏไว้ชัดเจน เพียงแต่ว่าชาวอำเภอแม่สะเรียงได้ดำเนินการประเพณีนี้มาตั้งแต่เริ่มตั้งบ้านตั้งเมืองขึ้นมา ถ้าจะให้ประมาณก็ สี่ร้อยปีขึ้นมาได้” (IDM02)   นอกจากนี้ยังมีผู้ให้ข้อมูลส่วนใหญ่กล่าวว่า “ประเพณีนี้ ตั้งแต่เกิดมาจำความได้ ก็มีประเพณีนี้แล้วตั้งแต่รุ่นพ่อ รุ่นแม่ และก็ทำมาเรื่อย ๆ (IDM04)  คำว่าออกหว่า เป็นภาษาไทยใหญ่ (ไตใหญ่) ซึ่งมาจากคำว่า วสา หรือ วสันต์ ที่แปลว่า ฤดูฝน ออกหว่า คือ การออกจากฤดูฝน  ส่วนคนพื้นเมือง (คนเมือง) จะเรียกประเพณีออกหว่า ว่าประเพณี “ออกปะสา” หรือ ออกพรรษา ที่แปลว่าออกจากฤดูฝน ดังนั้น ออกหว่า กับ ออกพรรษา จึงมีความหมายเหมือนกัน ดังคำกล่าวของผู้ให้ข้อมูลว่า คำว่าออกหว่า เป็นภาษาไทยใหญ่ มาจากคำว่า วสา  หรือ วสันต์ แปลว่า ฤดูฝน ดังนั้น คำว่า ออกหว่า ก็คือ การออกจากฤดูฝน สำหรับคนเมืองจะเรียกว่า ออกปะสา หรือออกพรรษา (IDM01) 

                จนกระทั่งเมื่อปี 2547 คณะกรรมการจัดงานประเพณีออกหว่า ร่วมกับ เทศบาลตำบลแม่สะเรียง และสภาวัฒนธรรมอำเภอแม่สะเรียง ได้มีมติในที่ประชุมกำหนดให้มีการจัดงานประเพณีออกพรรษาขึ้น โดยใช้ชื่อว่า ประเพณี “ออกหว่า”  เพื่อสร้างจุดขายในด้านการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม เพราะนอกจากที่จะมีกิจกรรมทางประเพณีที่แตกต่างจากที่อื่น เพราะเห็นว่า คำว่าออกพรรษา นั้นมีทั่วประเทศ การใช้ชื่อออกหว่า จะทำให้สะดุดหูนักท่องเที่ยว ดังนั้นการจัดงานประเพณีออกพรรษาของอำเภอแม่สะเรียง จึงถูกเรียกว่า ประเพณีออกหว่าเป็นต้นมา และจัดขึ้นในวันขึ้น 14 ค่ำ 15 ค่ำ และ วันแรม 1 ค่ำ ของทุกปี ดังคำให้สัมภาษณ์ของผู้ให้ข้อมูลว่า  เมื่อปี 2547 ที่ผ่านมา คณะกรรมการจัดงานออกพรรษา สภาวัฒนธรรม พระครูอนุศาลถาวรสิทธิ์คุณ และที่ประชุมหัวหน้าส่วนผู้เกี่ยวข้อง ได้หารือว่า ถ้าเราใช้คำว่า ออกพรรษา ทั่ว ๆ จะไปพ้องกับที่อื่น ดังนั้น การใช้ชื่อคำว่า ออกหว่า เป็นไฮไลท์ของงานที่แปลกและไม่เหมือนที่อื่น ดังนั้น ตั้งแต่ ปี 2547 ก็เรียกว่า ประเพณีออกหว่า(IDM02) สอดคล้องกันกับคำให้สัมภาษณ์ของผู้ให้ข้อมูลอีกท่านหนึ่งว่า “สำหรับคำว่า ออกหว่า เพิ่งมาเรียกใช้เมื่อไม่นานมานี้ ประมาณปี 2547 สมัยที่ อาจารย์ถนอม  วงศ์คีรีท่านประธานสภาวัฒนธรรมอำเภอแม่สะเรียง ในขณะนั้น เป็นผู้ริเริ่มขึ้นเพื่อเป็นการสร้างจุดเด่นของการจัดงานประเพณีเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว(IDM05) 
 
 
 
 
 
ประชาชนจัดทำซุ้มราชวัตรหน้าบ้านเพื่อตักบาตร
       
  เมื่อถึงวันขึ้น 14 ค่ำ 15 ค่ำ และแรม 1 ค่ำเดือน 11 ชาวอำเภอแม่สะเรียง จะร่วมใจกันจัดทำราชวัติ และซุ้มราชวัติ ที่ประดับประดาด้วย ต้นกล้วย ต้นอ้อย ประทีปโคมไฟ ตุงจ่อง (ตุงไส้หมู) ไม้เกี๊ยะ จุดให้ความสว่างไสวในเวลากลางคืนจนถึงรุ่งเช้า ประหนึ่งว่าเป็นการต้อนรับพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ได้เสด็จนิวัติโลกมนุษย์ในวันออกพรรษาเหมือนในอดีตกาล  พร้อมกันนี้ได้จัดให้มีพิธีทำบุญตักบาตรในเวลาตีสี่ถึง  3 วัน ซึ่งสอดรับกับซุ้มราชวัติที่ได้จัดทำขึ้น ชาวอำเภอแม่สะเรียงเชื่อว่าการทำบุญตักบาตรเป็นกุศลอันแรงกล้า และสร้างความเป็นสิริมลคลให้กับตนเองและครอบครัว  และในวันแรม 1 ค่ำมีการจัดขบวนแห่เทียนเหง หรือการแห่เทียนพันเล่ม ในขบวนจะประกอบด้วย  ต้นโคม ต้นเกี๊ยะขนาดใหญ่ พร้อมกับขบวนหญิงชายที่แต่งกายในชุดชนเผ่าถือพานสิ่งของเครื่องไทยทาน อาทิเช่น ต้นผึ้ง หมากเบ็ง ต่อมก๊อม กรวยดอกไม้ 1,000 กรวย  ธูปเทียน 1,000 เล่ม ในขบวนแห่ยังมีการแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน คือ การรำนก (รำกิ่งกะหร่า หรือ กินนรี) การรำโต  แสดงท่าทางการเต้นที่รื่นเริงสนุกสนาน ตามความเชื่อที่จำลองมาจากอากัพกิริยาของสัตว์ป่าหิมพานต์ ที่ออกมาแสดงความยินดีต้อนรับพระพุทธเจ้า พร้อมกับการตีกลองมองเซิง และกลองก้นยาว ประโคมกันอย่างสนุกสนาน  

วันออกพรรษา หรือ วันปวารณาออกพรรษา เป็นวันสำคัญทางพุทธศาสนาวันหนึ่งในประเทศไทย เนื่องจากเป็นวันสิ้นสุดระยะเวลาจำพรรษา 3 เดือนของพระสงฆ์เถรวาท โดยเป็นวันที่พระสงฆ์จะทำสังฆกรรมปวารณาออกพรรษาในวันนี้ วันออกพรรษาตามปกติ (ออกปุริมพรรษา1) จะตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 (ประมาณเดือนตุลาคม) หลังวันเข้าพรรษา 3 เดือน ตามปฏิทินจันทรคติไทย

การออกพรรษานั้น ถือเป็นข้อปฏิบัติตามพระวินัยสำหรับพระสงฆ์โดยเฉพาะ เรียกว่า "ปวารณา"[1] จัดเป็นญัตติกรรมวาจาสังฆกรรมประเภทหนึ่ง ที่ถูกกำหนดโดยพระวินัยบัญญัติให้โอกาสแก่พระสงฆ์ที่จำพรรษาอยู่ร่วมกันตลอดไตรมาสสามารถว่ากล่าวตักเตือนและชี้ข้อบกพร่องแก่กันและกันได้โดยเสมอภาค ด้วยจิตที่ปรารถนาดีซึ่งกันและกัน เพื่อสามารถให้พระสงฆ์ที่ถูกตักเตือนมีโอกาสรับรู้ข้อบกพร่องของตนและสามารถนำข้อบกพร่องไปแก้ไขปรับปรุงตัวให้ดียิ่งขึ้น

เมื่อถึงวันออกพรรษา พุทธศาสนิกชนถือเป็นโอกาสอันดีที่จะเข้าวัดเพื่อบำเพ็ญกุศลแก่พระสงฆ์ที่ตั้งใจจำพรรษาและตั้งใจปฏิบัติธรรมมาตลอดจนครบไตรมาสพรรษากาลในวันนี้ และวันถัดจากวันออกพรรษา 1 วัน (แรม 1 ค่ำ เดือน 11) พุทธศาสนิกชนในประเทศไทยยังนิยมไปทำบุญตักบาตรครั้งใหญ่ เรียกว่า ตักบาตรเทโว หรือ ตักบาตรเทโวโรหณะ เพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์สำคัญในพุทธประวัติที่กล่าวว่า ในวันถัดวันออกพรรษาหนึ่งวัน พระพุทธเจ้าได้เสด็จลงจากเทวโลกกลับจากการโปรดพระพุทธมารดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ในพรรษาที่ 7 เพื่อลงมายังเมืองสังกัสสนคร[2]พร้อมกับทรงแสดงโลกวิวรณปาฏิหาริย์เปิดโลกทั้งสามด้วย

  กิจกรรมการทำบุญตักบาตรในประเพณีออกหว่า จัดขึ้น 3 วัน คือ วันขึ้น 14 ค่ำ 15 ค่ำ และวันแรม 1 ค่ำ การตักบาตรสามวันในช่วงออกพรรษา ไม่มีปรากฏที่ไหนในประเทศไทย มีแต่ที่อำเภอแม่สะเรียงที่เดียว ดังคำให้สัมภาษณ์ท่านหนึ่งกล่าวว่า การตักบาตรในแม่สะเรียงนี้ เป็นประเพณีที่เด่น  แปลกไปจากที่อื่น คือ ประเพณีการตักบาตร  ธรรมดา คนอื่น  ที่อื่น ตักบาตรเทโว จะตักกันในวันแรม 1 ค่ำ เดือน 11” (IDM03)  สันนิฐานว่า ต้นกำเนิดตั้งแต่สมัยครูบาเจ่งปาน เจ้าอาวาสวัดศรีบุญเรือง ดังคำให้การสัมภาษณ์กล่าวว่า  “การตักบาตรที่แม่สะเรียง จะตักบาตรสามวัน คือ วันขึ้น 14 ค่ำ 15 ค่ำ และแรม 1 ค่ำ เท่าที่ทราบคือเริ่มตั้งแต่ครูบาเจ่งปาน ท่านเป็นเจ้าอาวาสวัดศรีบุญเรืองในสมัยนั้น เป็นคนเริ่มต้น” (IDM03)  เอกลักษณ์สำคัญอย่างหนึ่งในการทำบุญตักบาตรคือ การตักบาตรกันตั้งแต่ตีสี่  เป็นการตักบาตรที่เช้าที่สุดในประเทศไทย สอดรับกับซุ้มราชวัติและราชวัติที่จัดทำขึ้น และทำบุญตักบาตรกันถึงสามวัน ตามคติความเชื่อในการเสด็จกลับมาของพระพุทธเจ้า การให้ทานในทางพระพุทธศาสนาถือเป็นกุศลอันแรงกล้า และเพื่อความเป็นศิริมงคล ดังคำให้สัมภาษณ์ท่านหนึ่งกล่าวว่า “สำหรับการตักบาตรสามวันนั้น เชื่อว่า หนึ่ง สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จกลับจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ในตอนเช้า และ อันที่สอง เชื่อว่า มีสาวกพระพุทธเจ้าองค์หนึ่งชื่อว่า อุปคุต หรือพระอุปคุต ซึ่งเป็นพระที่รูปไม่หล่อ คือ ประมาณว่า อ้วนดำล่ำเตี้ย ประมาณนี้ แต่สาวกองค์นี้เป็นสาวกที่มีอิทธิฤทธิ์ในเรื่องสติปัญญา ในเรื่องของทำมาค้าขึ้น มหาสเน่ห์ มีความเชื่อว่า ถ้าได้ตักบาตรกับพระรูปนี้จะได้ทำมาค้าขึ้น ทำให้เป็นคนเฉลียวฉลาด” (IDM01)   นอกจากนี้ ธรรมชาติของการตักบาตรในอำเภอ แม่สะเรียงแปลกกว่าที่อื่น คือจะไม่มีการเกณฑ์พระสงฆ์มาตักบาตรเป็นร้อย  เป็นพันรูป เดินเรียงแถวเหมือนกับจังหวัดอื่น ๆ แต่จะเป็นไปตามธรรมชาติ  ซึ่งพระสงฆ์จะออกบิณฑบาตจากวัดต่าง ๆ ไปตามเส้นทางปกติที่ทำเป็นกิจวัติ แต่จะเป็นลักษณะวิถีชีวิต พระสงฆ์ที่มาบิณฑบาตจะไม่มาพร้อมกัน ไม่เดินเรียงแถว และไม่เดินด้านใดด้านหนึ่ง หากมีชาวบ้านอยู่ด้านใดด้านหนึ่งพระสงฆ์จะเดินมาบิณฑบาต ซึ่งเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของการทำบุญตักบาตร ดังคำให้สัมภาษณ์ท่านหนึ่งกล่าวว่า “เคยมีคนเสนอให้นิมนต์พระสงฆ์เดินลงมาจากวัดจอมแจ้งเดินลงมาเป็นแถว แต่ผมว่ามันไม่ใช่วิถีชีวิตของเรา สิ่งหนึ่งที่แฝงอยู่ในนั้นคือ ช่วงที่รอบิณฑบาตพระสงฆ์  ผู้เฒ่าผู้แก่พ่อแม่ก็จะใช้เวลาในการอบรมลูกหลาน หรือเพื่อนบ้านก็ใช้เวลานี้ในการสร้างปฏิสัมพันธ์กันระหว่างเพื่อนบ้าน เดินเยี่ยมชมราชวัติที่สร้างไว้ บรรดาหนุ่มสาว ก็มีโอกาสได้ทำความรู้จักกันอีกด้วย” (IDM01)